|
ความมั่นคงแห่งชาติ - ยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติ ระยะ พ.ศ.๒๕๕๑ ๒๕๕๕ |
|
|
|
|
แก้ไขโดย ทอทหาร
|
|
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 |

๑. สถานการณ์
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายร้อยปี
การพัฒนาการจากในอดีตจนมาเป็นประเทศไทยในปัจจบัน นั้นจะต้องผ่านสภาวะการณ์ต่าง ๆ
เป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต
ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วในที่สุดแล้วรัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการประเทศในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะต้องดำเนินการยุติความขัดแย้งเกิดขึ้น
และนำพาสังคมเข้าสู่สภาวะแวดล้อมที่สงบเรียบร้อย
โดยทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขสมานฉันท์
หรือสามารถกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะที่เกิดความปรองดองขึ้นในสังคมไทย
และถ้าความขัดแย้งครั้งใดก็ตามมีความรุนแรงมากการสร้างความปรองดองจะถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญที่กลายมาเป็นวาระสำคัญของชาติ
ดังนั้นเมื่อความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของประเทศชาติโดยรวม
การหาวิธีการ ทางออก หรือแนวทาง จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการทราบถึงแนวทางที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดกรอบของปัญหาไม่ให้ขยายตัวออกไป
ลดความเสียหายหรือสูญเสีย และที่สำคัญคือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยุติลง
การศึกษาถึงความขัดแย้งและแนวทางในการยุติความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเสนอทางออกแห่งความสงบสุขในสังคมไทย
๒. กรอบแนวคิดในการจัดทำยุทธศาสตร์
๒.๑
สร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
ที่มีความครอบคลุมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ
เพื่อสร้างความตระหนักของการอยู่ร่วมกันภายในชาติอย่างสันติสุขบนพื้นฐานของความเป็นพหุสังคมวัฒนธรรม
๒.๒
เสริมสร้างความเท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคมให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นคนไทยในทุก
มิติ
๒.๓
ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ
และดำเนินการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติด้วยรูปแบบที่มีความอ่อนตัวและสอดคล้องกับสภาวะการณ์
๒.๔
จัดให้มีกระบวนการการเข้าถึงและสื่อสารกับประชาชนเพื่อมุ่งไปสู่ความปรองดองในชาติ
โดยใช้ช่องทางจากสื่อสาธารณะในการสนับสนุนความปรองดองแห่งชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
๒.๕
ให้ความสำคัญกับการประเมินผลควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์
๓. วิสัยทัศน์
คนไทยทุกคนในทุกภาคอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมีความสมานฉันท์
๔. เป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติ
ในการจัดทำยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติมีเป้าประสงค์ของการจัดทำยุทธศาสตร์ ๕
ประการ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
๔.๑
สร้างสังคมและชุมชนเข้มแข็ง:
การสร้างชุมชนในสังคมไทยให้มีความเข้มแข็งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเมื่อชุมชนแต่ละชุมชนมีความแข้มแข็งแล้ว
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในชุมชน ชุมชนข้างเคียง และ ชุมชนอื่น ๆ
ที่อยู่ห่างไกล เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามมา
การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยในแต่ละชุมชนจะมีการพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น
ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสังคม และด้านวัฒนธรรม
โดยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนนั้น อาจพัฒนาความเข้มแข็งได้เพียงบางด้านเท่านั้น
เนื่องจากเงื่อนไขและกระบวนการที่นำไปสู่ความเข้มแข็งในแต่ละด้านของแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกัน
๔.๒
สร้างสังคมแห่งความพอเพียง:
การสร้างความพอเพียงและความเอื้ออาทรต่อกันระหว่างบุคคลต่อบุคคลหรือชุมชนต่อชุมชนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
โดยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินการจะช่วยให้
สังคมหรือชุมชนในพื้นที่ ฯ สามารถขับเคลื่อนไปอย่างมีภูมิคุ้มกันเป็นระบบ
บนความมีเหตุผล ประชาชนในพื้นที่ ฯ มีความซื่อสัตย์สุจริต
รอบรู้ในองค์ความรู้ที่เหมาะสม มีการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร
มีสติปัญญา รอบคอบ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม
และวัฒนธรรมจากสังคมภายนอกได้เป็นอย่างดี
๔.๓
สร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม:
การทำให้ประชาชนในแต่ละชุมชนมีความรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความเป็นรูปธรรมของความเท่าเทียมกันในชุมชน
ในสังคม และในฐานะของความเป็นพลเมืองไทย เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้เพราะปัญหาหลัก ๆ ของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า
ส่วนหนึ่งแล้วรากของปัญหาที่แท้จริงจะเกิดจากเงื่อนไขของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
การปล่อยปละละเลยของรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นล้วนแต่สร้างปมปัญหาให้กับชุมชนต่าง
ๆ ในพื้นที่ ฯ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สร้างเงื่อนไขลุกลามขยายผล
จนกลายมาเป็นปัญหาการก่อความไม่สงบที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม
และอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด
๔.๔
สร้างการสื่อสารจากภาครัฐที่ชัดเจน:
การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชนในทุกๆ
ชุมชนด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องแม่นยำทันเวลา
เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง
แม่นยำและทันเวลาสามารถช่วยป้องกันและต่อต้านข่าวลือ
อันเป็นการลดความสับสนในสังคมจากข่าวสารที่บิดเบือนความจริงที่นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
นอกจากนี้การสื่อสารระหว่างรัฐกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำและผู้สอนศาสนา
องค์กรภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่าง
จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งการสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้าน
และองค์กรสากลต่าง ๆ ยังจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดี
ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
อันนำไปสู่การร่วมมือกันในการดำเนินการต่อปัญหาในที่สุด
๔.๕
สร้างสังคมแห่งความสมานฉันท์:
การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยอย่างสงบสุขบนพื้นฐานของความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเชื่อ
เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ความปรองดองของคนในชาติเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์
การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อาทรซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์

ภาพที่ ๑ แผนที่ยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติ ระยะ
พ.ศ.๒๕๕๑ ๒๕๕๕
๕. ยุทธศาสตร์และแนวทาง/มาตรการ
๕.๑
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างค่านิยมร่วมในความเป็นไทยที่มีความรักชาติ
๕.๑.๑ เป้าหมาย:
เสริมสร้างจิตสำนึกของคนไทยที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกประเทศให้มีความรู้สึกถึงความเป็นไทย
รักและหวงแหนผืนแผ่นดินไทย พร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม
อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
๕.๑.๒ แนวทางในการดำเนินการ
ปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ให้กับประชาชนคนไทยทุกคนที่อยู่ในทุกภาค
ที่อยู่ทั้งในประเทศและนอกประเทศให้มีความยึดมั่นและเชื่อมั่นในความเป็นพลเมืองไทยที่มีความรักความเป็นไทยและมีความหวงแหนในแผ่นดินเกิด
สร้างทัศนคติที่ถูกต้องในความเป็นไทย
ในการอยู่ร่วมกันในลักษณะของพหุสังคมวัฒนธรรม ให้มีความสงบสุขที่ยั่งยืน
มีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่ามีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์
วัฒนธรรม ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และศาสนา
๕.๒
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ สร้างความชัดเจนในการสื่อสารระหว่างรัฐกับทุกภาคส่วน
๕.๒.๑ เป้าหมาย: สร้างความเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยให้มีความชัดเจน
เพื่อลดความสับสนจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่นำไปสู่ความแตกแยกในสังคมไทย
ลดการแสวงประโยชน์จากข่าวสารที่คลุมเครือของบุคคล กลุ่มคนหรือองค์กร
ที่ไม่ปราถนาดีต่อประเทศไทย
๕.๒.๒ แนวทางในการดำเนินการ
การต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อโดยการกำหนดมาตรการที่เป็นระบบและตอบสนองต่อเหตุการณ์สำคัญในการดำเนินการต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกบิดเบือน
จัดตั้งเครื่อข่ายสื่อมวลชนสร้างสรร
ด้วยการเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกในการร่วมกันนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง
ถูกต้อง ทันเวลา และเป็นข่าวสารเชิงสร้างสรรต่อสังคมไทย
เพื่อร่วมกันนำมาซึ่งความสงบสุข และสันติภาพให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
ให้ความรู้สื่อสารมวลชนในมิติของความมั่นคง
โดยจัดการอบรมให้กับสื่อมวลชนให้มีความเข้าใจในสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
รวมถึงมิติของความมั่นคงแห่งชาติ
เพื่อให้สื่อมวลชนมีความเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
๕.๓
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ สร้างคุณธรรมนำสังคมอุดมปัญญา
๕.๓.๑ เป้าหมาย:
สร้างค่านิยมร่วมในสังคมไทยให้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรม
ความเอื้ออาทรต่อกัน อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขที่มีความยั่งยืน
๕.๓.๒ แนวทางในการดำเนินการ
ส่งเสริมคนดีคู่สังคม ด้วยการรณรงค์ จัดกิจกรรม และการดำเนินการสนับสนุน
บุคคลที่กระทำความดีให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในสังคมอย่างแพร่หลาย
เพื่อให้เกิดการยอมรับและเป็นแบบอย่างในการกระทำความดีของบุคคลอื่น ๆ ในสังคมไทย
ส่งเสริมคุณธรรมคู่ความรู้
ด้วยการเพิ่มพูนความรู้ให้กับสมาชิกทุกระดับในสังคมไทยพร้อม ๆ
ไปกับการสอดแทรกการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม
เพื่อให้มีจิตสำนึกในการนำความรู้ที่ควบคู่กับคุณธรรมไปประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือใช้ในชีวิตประจำวัน
ส่งเสริมการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
ด้วยการรณรงค์ให้สมชิกในสังคมไทยรู้จักสร้างทางเลือกหรือทางออกของปัญหาในลักษณะที่เป็นสถานการณ์
ชนะ-ชนะ (Win-Win) สำหรับทุกฝ่าย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกันจากผู้ที่มีส่วนร่วม
ส่งเสริมความเป็นพลเมืองไทยที่ดี ด้วยการสร้างตราสัญญาลักษณ์
และกำหนดรูปแบบของความเป็นคนไทยที่ดีบนพื้นฐานของความแตกต่าง
ให้เกิดค่านิยมร่วมในการอยู่ร่วมกันในลักษณะพหุสังคมวัฒนธรรม
๕.๔
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเท่าเทียมกันในสังคม
๕.๔.๑ เป้าหมาย: ลดช่องว่างของสมาชิกทุกกลุ่มในสังคมไทยให้มีโอกาสในด้านต่าง
ๆ ที่เท่าเทียมกัน และดำรงอยู่ด้วยความรู้สึกที่ไม่มีความแตกต่างทางสังคม
๕.๔.๒ แนวทางในการดำเนินการ
สร้างโอกาสทางการศึกษา ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐพร้อมทั้งโน้มน้าวภาคเอกชน
และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีกระจายไปอย่างทั่วถึงในทุกระดับของสังคมไทยพร้อมทั้งมีการกำหนดทิศทางของการศึกษาที่มีความชัดเจน
อันนำไปสู่การศึกษาที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับสมาชิกทุกคนในสังคมไทย
สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ
ด้วยการจัดให้มีเวทีแห่งการพบปะและสื่อสารระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน
รวมไปถึงผู้ประกอบการ และแรงงาน
เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพที่มีความเหมาะสมและมีความมั่นคงในอาชีพที่ยั่งยืน
สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการสร้างสภาวะการณ์ที่ส่งเสริม
สนับสนุนให้เกิดความยุติธรรมในสังคมไทยให้เกิดขึ้นในทุกระดับ
สร้างความเท่าเทียมทางการเมือง
เพื่อให้สมาชิกในทุกชุมชนของสังคมไทยได้มีโอกาสและสิทธิที่มีความเท่าเทียมกันบนพื้นฐานแห่งความเป็นพลเมืองไทย
และในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทย
๕.๕
ยุทธศาสตร์ที่ ๕: การบริหารจัดการ
๕.๔.๑ เป้าหมาย: มีกระบวนการ แนวทาง และ
ขั้นตอนในการการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
และสัมฤทธิ์ผลโดยใช้องค์ความรู้อย่างสูงสุดมาช่วยเหลือในการบริหารจัดการ
๕.๔.๒ แนวทางในการดำเนินการ
มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงาน เพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ
นั้นมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน
และภาคประชาชนมีมุมมองและสามารถกำหนดแผนงานที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
สร้างค่านิยมร่วมในการปฏิบัติงาน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ปฏิบัติหลัก
ภาคส่วนอื่น ๆ เช่นภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือ องค์กรอิสระ
ได้มีความรู้สึกนึกคิดและความคิดเห็นที่สอดคล้องกัน
และร่วมกันปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
มุ่งเน้นการทำงานให้มี ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลสัมฤทธิ์
โดยจัดให้มีการประเมินผลการการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อย่างมีทิศทาง
มีความสอดคล้องกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการ
โดยสามารถนำผลของการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติในห้วงเวลาต่อ
ๆ ไป
น้อมนำแนวพระราชดำริ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมาภิบาลเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
โดยจัดทำอย่างมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม
การบูรณาการหน่วยงานประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดเอกภาพในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์
และขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง สามารถตอบสนองต่อสภาวะการณ์ต่าง ๆ
ได้อย่างรวดเร็วไม่ซ้ำซ้อน และมองปัญหาต่าง ๆ ในลักษณะองค์รวม
๖. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
๖.๑
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน:
เพื่อให้เกิดสภาวะที่เกื้อกูลต่อการสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
๖.๒
จัดให้มีเวทีแห่งทางเลือกของสังคม: เพื่อให้เกิดทางเลือกอื่น ๆ
อันนำไปสู่การลดการเผชิญหน้าของกลุ่มต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกในสังคม
๖.๓
ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงาน: ด้วยการจัดให้มีระบบคลังข้อมูลภาครัฐ
ที่รวบรวมข้อมูลในทุกรูปแบบจากหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าด้วยกัน
เช่น ข้อความ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง
เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างหว่างภาครัฐ
๖.๔
มีกระบวนการในการติดตามประเมินผล: บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริง
โดยไม่เป็นการเพิ่มภาระงานให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
๖.๕
จัดตั้งชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์:
ทำหน้าที่ช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐที่ประสบปัญหาในการแปลงยุทธศาสตร์ไปเป็นแผนปฏิบัติงาน
|