|

ปัจจุบันในเรื่องของความชัดเจนในการกำหนดนโยบายความมั่นคงนั้นแห่งชาตินั้น
สมช.เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ
แต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยนั้นไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในภาพรวมที่เป็นรูปธรรม
ที่ผ่านมาคงมีแต่การกล่าวถึงคร่าว ๆ ในลักษณะของการแถลงนโยบายของ ครม.
ต่อรัฐสภาในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งและบริหารประเทศใหม่ ๆ
นอกจากนี้จะมีปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เป็นนโยบายระดับชาติ
โดยมีการกำหนดระยะเวลาอย่างต่อเนื่องยาวนานครั้งละ 4 ปี
ดังนั้นเมื่อไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนแล้ว การกำหนดยุทธศาตร์ในระดับรอง ๆ
ลงมาอย่างเช่น ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ทหาร
จึงเป็นเรื่องที่ต้องคาดเดากันเองว่ายุทธศาสตร์ชาติคืออะไร ส่วนทาง สมช.
จัดทำแค่นโยบายความมั่นคงซึ่งก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงเลยทีเดียว
ปัจจุบันสิ่งทีเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะมีองค์ประกอบต่าง ๆ
ที่น่าสนใจดังนี้
ความเฉพาะเจาะจง:
การกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงนั้น
ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานของ สมช. ที่ออกมารองรับต่อปัญหาต่าง ๆ
ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีทั้งกำหนดกรอบเวลา และไม่กำหนดกรอบเวลา
ดังตัวอย่างเช่น นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้
(คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี (๒๐๖/๒๕๔๙), ยุทธศาสตร์นักศึกษาไทยมุสลิม, และ
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน เป็นต้น
ความเหมาะสมในการแปลงไปสู่การปฏิบัติ:
การแปลงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมนั้น
ปัจจุบันค่อนข้างที่จะมีปัญหาเพราะหน่วยที่ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติมักจะกล่าวว่านโยบายต่างที่กำหนดขึ้นมานั้น
หน่วยมักจะมีปัญหาในการตีความนโยบาย
กรอบเวลา:
กรอบเวลาที่ใช้ในการออกนโบบายความมั่นคงแห่งชาติจะใช้ ห้วงระยะเวลา 4 ปี
และห้วงเวลาดังกล่าวตรงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำขึ้น
โดยปัจจุบัน อยู่ในห้วงระยะพ.ศ. 2550 2554 ซึ่งมีข้อดีคือ
นโยบายทั้งสองมีการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมที่อยู่บนกรอบเวลาเดียวกัน
ทำให้ประเด็นปัญหาต่างที่สำคัญมีความสอดคล้องกัน
อันนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาส่วนใหญ่ของการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สามารถใช้กรอบแนวคิดของ McKinsey 7s
Framework คือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยทั้ง 7
ประการอันจะนำไปสู่การเสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร มาช่วยในการอธิบายได้คือ

ภาพที่ 1 McKinsey 7s Framework
1. ปัญหาในตัวยุทธศาสตร์
(Strategy):
การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทยไม่ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในลัษณะบูรณาการ
(Integration) หรือ องค์รวม (Holistic)
ทั้งนี้เพราะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในปัจจุบันจะมีลักษณะเฉพาะด้าน
แบ่งแยกตามกำลังอำนาจของชาติ (National Power) และส่วนใหญ่แล้วมักจะออกในลักษณะของ
มาตรการเฉพาะหรืออีกนัยหนึ่งคือนโยบาย ดังตัวอย่างเช่น
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ
สภาพัฒน์ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงของสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่หลักๆ
กำหนดยุทธศาสตร์ในกิ่งกำลังอำนาจของชาติด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่รู้จักกันในชื่อ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
ปัจจุบันเป็นแผนฯฉบับที่ 10
ครอบคลุมระยะพ.ศ. 2550 2554
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานขึ้นตรงของสำนักนายกรัฐมนตรี
มีหน้าที่กำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ปัจจุบัน อยู่ในระยะพ.ศ. 2550 2554
2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง
(Structure):
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดยุทธศาตร์และนโยบายความมั่นคงโดยส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานคนละสังกัดกับหน่วยงานรอง
ๆ ที่เป็นหน่วยปฏิบัติทำให้เกิดปัญหาในการทำบูรณาการยุทธศาสตร์และนโยบาย
อีกทั้งจะก่อให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการแปลงยุทธศาสตร์หรือนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ซึ่งจะมีความแตกต่างจากหน่วยงานภาคเอกชนที่มีหน่วยงานรองๆ
อยู่ภายใต้กรอบกฎระเบียบเดียวกัน ทำให้การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์หรือนโยบาย
มีทิศทางไปในทางเดียวกันและมีความสอดคล้องต่อเนื่องกัน
3. ปัญหาเชิงระบบ (System):
ความแตกต่างทางกระบวนการทำงานหรือขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานย่อมจะส่งผลให้เกิดการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่มีความสอดคล้องประสานกันทุกระดับ ดังตัวอย่างเช่น
ขั้นตอนในการกำหนดยุทธศาสตร์ทหารของ วสท. วทบ. วทร. และ วทอ. มีความแตกต่างกัน
นั้นหมายถึงกองทัพไทยมีแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน
4. ปัญหาเชิงรูปแบบ (Style):
การจัดการที่มีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของหน่วยงาน เช่น การสั่งการ การควบคุม
การจูงใจ และการสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างเช่น
ข้าราชการทหารมักจะมีรูปแบบการทำงานในลักษณะสั่งการมากกว่าข้าราชการพลเรือน
ทำให้ระดับความคิดริเริ่มในการทำงานมีสัดส่วนในระดับที่ต่างกัน
การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานจึงมีรูปแบบที่ต่างกันตามวัฒนธรรมองค์กร
5. ปัญหาบุคลากรด้านยุทธศาสตร์
(Staff): หน่วยงานต่าง ๆ ขาดแคลนบุคลกรทีมีความรู้ความสามารถทางด้านยุทธศาสตร์
ด้วยความไม่เพียงพอนี้เอง
จึงส่งผลให้การคัดเลือกบุคลากรเข้าบรรจุทำงานในระดับยุทธศาสตร์ต้องบรรจุกำลังพลทีมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ
ย่อมที่จะส่งผลให้การกำหนดยุทธศาสตร์
การแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติประสบปัญหาได้
6. ปัญหาเชิงทักษะ (Skill):
ระบบราชการที่ผ่านมาเป็นระบบงานที่มีการหมุนเวียนข้าราชการในระดับต่าง ๆ
บ่อยครั้งทำให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่าง
ขาดความชำนาญการเชิงทักษะที่มีลักษณะเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญ
เพราะเมื่อทำงานจนเริ่มมีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้วบุคคลนั้น ๆ
ย่อมมีความต้องการที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานทำให้ละทิ้งงานในลักษณะเดิม ๆ
เพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งที่สูงขึ้น สุดท้ายแล้วผู้ที่ทำงานในระดับต่าง ๆ
จะไม่มีทักษะในงานที่ทำในระดับถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญ
7. ปัญหาในค่านิยมร่วม (Shared
value):
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมองค์กรได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ทั้งนี้เพราะขาดค่านิยมร่วมในการปฏิบัติงานหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดังตัวอย่างเช่นหน่วยงานความมั่นคงอย่างกองทัพความเชื่อมั่นว่ามีความรักชาติมากกว่าหน่วยงานอื่นทำให้หลายครั้งรับงานไปทำหน่วยงานเดียว
หรือขาดความเชื่อมั่นที่จะให้หน่วยงานอื่น ๆ ได้มีโอกาสในการทำงานบางประเภท เป็นต้น
ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายทั้งในระดับชาติและปฏิบัติ
สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ยุทธศาสตร์และหน่วยที่รับผิดชอบได้ในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่าง ยุทธศาสตร์กับหน่วยรับผิดชอบ
ดังนั้นแนวทางการปรับปรุงในการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่เหมาะสม เป็นรูปธรรม
นั้นสามารถดำเนินการได้โดย
1.
ปรับปรุงกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Development Process):
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ให้มีกระบวนการที่เป็นรูปแบบเดียวกัน
เพื่อให้เกิดการประสานสอดคล้อง
และการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าต่างคนต่างมีกระบวนการของตนเอง
2.
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Participation):
การจัดทำยุทธศาสตร์ที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากหน่วยปฏิบัติ
สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ
การให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์หรือนโยบายตั้งแต่เริ่มแรกจนเสร็จสิ้นออกมาเป็นนโยบายหรือยุทธศาสตร์
จะทำให้เกิดการยอมรับในยุทธศาสตร์หลังจากที่จัดทำเสร็จสิ้น และหน่วยงานต่าง ๆ
นำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
3.
พัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization): ในปี ค.ศ. 1990 Dr.
Peter Senge ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ไว้ในหนังสือวินัย 5
ประการ(The Fifth Discipline: The Art and Practice of Learning Organization)
ได้ให้ความหมายว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ
องค์กรที่บุคลากรในองค์กรนั้นมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถของตน
มีการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นความปรารถนา เป็นที่ซึ่งมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น
และมีการขยายขอบเขตของแบบแผนของการคิด เป็นที่ซึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
ได้อย่างอิสระ
เป็นที่ซึ่งสมาชิกขององค์กรมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องถึงวิธีที่จะเรียนรู้ร่วมกัน
3.1
บุคคลรอบรู้ (Personal Mastery) หมายถึง
การเรียนรู้ของบุคลากรจะเป็นจุดเริ่มต้น
คนในองค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ฝึกฝน ปฏิบัติ
และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ
3.2
แบบแผนทางความคิด (Mental Model) หมายถึง แบบแผนทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ
แสดงถึงวุฒิภาวะ (Emotional Quotient, EQ)
ที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์กลายเป็นกรอบความคิดที่ทำให้บุคคลนั้นๆ
มีความสามารถในการทำความเข้าใจ วินิจฉัย ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
3.3
การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) หมายถึง การสร้างทัศนคติร่วมของคนในองค์กร
ให้สามารถมองเห็นภาพและมีความต้องการที่จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
3.4
การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) หมายถึง
การเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในลักษณะกลุ่มหรือทีมงานเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กันอย่างสม่ำเสมอ
3.5
การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) หมายถึง
การที่คนในองค์กรมีความสามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ
โดยมองเห็นภาพความสัมพันธ์กันเป็นระบบโดยรวม (Total System) ได้อย่างเข้าใจ
แล้วสามารถมองเห็นระบบย่อย (Subsystem) ที่จะนำไปวางแผนและดำเนินการทำส่วนย่อยๆ
นั้นให้เสร็จทีละส่วน
4.
จัดทำคู่มือหรือแนวความคิดในการปฏิบัติ (Guidance or Concept of Operations:
CONOPS):
เพื่อให้หน่วยงานที่ต้องนำนโยบายหรือยุทธศาสตร์ไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ
สามารถดำเนินการได้ตรงตามเจตนารมณ์ของกรอบแนวคิดในการจัดทำนโยบายหรือยุทธศาสตร์
หน่วยปฏิบัติสามารถศึกษาแนวทางขั้นต้นได้โดยไม่ต้องรอชุดขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์มายังหน่วยงาน
5.
จัดให้มีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice): โดยประสาน ผลักดัน
และให้ความสำคัญ ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ภาวะผู้นำ ด้านการจัดทำนโยบาย
และการสนับสนุนการพัฒนายุทธศาสตร์
ให้สามารถเชื่อมโยงและหล่อหลอมเข้ากับกระบวนการในการจัดทำยุทธศาสตร์ขององค์กร
ซึ่งต้องอาศัยการBenchmarking อยู่ตลอดเวลา
อันนำไปสู่นโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ
6.
จัดตั้งชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (Strategic Driven Team):
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกรอบแนวคิดของนโยบายหรือยุทธศาสตร์
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์จะต้องจัดชุดทำงานเคลื่อนที่ (Mobile
Team) เพื่อไปให้ข้อเสนอแนะ คำปรึกษา
และถ่ายทอดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกรอบแนวคิดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้น
7.
พัฒนาความสามารถเชิงสมรรถนะหลัก (Core Competencies): โดยพัฒนากลุ่มของทักษะ
ความรู้ ความสามารถ รวมทั้ง พฤติกรรม
คุณลักษณะและทัศนคติที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์จำเป็นต้องมีเพื่อปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล
และเพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ได้อย่างได้อย่างเหมาะสม
8.
ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน (Using Information & Communication Technology):
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลนีสารสนเทศ หรือ IT
(Information Technology: IT) นั้นสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น
การใช้ IT ในการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม
หรือการจัดทำคลังข้อมูลร่วมความมั่นคง (National Security Data Warehouse)
เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และอื่นอันจะนำไปสู่
ประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและความมั่นคงยังมีประเด็นปัญหา
ที่พอระได้สังเขปดังนี้
ประเด็นปัญหาของคำจำกัดความ: ความสับสนของความหมายต่าง ๆ
ของคำศัพท์ในกิจการด้านความมั่นคงแห่งชาติ
ด้วยความไม่ชัดเจนในคำจำกัดความนั้นได้ส่งผลให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดตามมาในขั้นการกำหนดยุทธศาสตร์
ดังตัวอย่างเช่น ความสับสนระหว่างคำว่า ยุทธศาสตร์ กับนโยบาย
ที่นิยมใช้ทดแทนกันทั้ง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน นโยบายนั้นจะเกี่ยวข้องกับ แนวทาง
มาตรการเฉพาะ หรือ กฏ ระเบียบที่นำไปสู่เป้าหมาย
ส่วนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องมีอค์ประกอบครบทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ Ends + Means +Ways
ประเด็นปัญหาของกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการทบทวนนโยบายและยุทธศาสตร์:
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม
เพราะสถานการณ์ต่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นการกำหนยุทธศาสตร์ซึ่งเป้นเรื่องที่มองไปข้างหน้าระยะยาวจึงมีความยากลำบากที่จะกำหนดสิ่งสำคัญต่าง
ๆ ลงไปในยุทธศาสตร์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการทบทวนยุทธศาสตร์ที่บ่อยครั้งขึ้น
ณ
วันนี้ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการที่จะดำรงอยู่ในโลกท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
ความอยู่รอดของประเทศนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบที่หลากหลาย
ซึ่งไม่สามารถแบ่งมอบให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้
ความอยู่รอดของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนในประเทศนั้น ๆ จะต้องร่วมกันคิด
ร่วมกันสร้าง และร่วมกันดูแล ประเทศชาติจึงจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้
คำถามที่ผมอยากจะถามไปยังทุก ๆ ท่านว่า
แล้วท่านละท่านได้ทำอะไรให้ประเทศชาติสามารถอยู่รอดปลอดภัย
ประเทศชาติกำลังต้องการความสามัคคีของคนชาติ หันหน้าเข้าหากันเถอะครับ Please
|