Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 52 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241603
Syndicate
ทหารอาชีพ – ทหารแก่ไม่เคยตาย มีแต่เลือนหายไป PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2551


    ไม่ทราบว่ามีเพื่อนร่วมอาชีพของผมท่านใดมีความรู้สึกเหมือนผมว่า ทุกวันนี้ความรู้สึกของคนที่เป็นทหารนั้นมีความไม่มั่นคง มีความสับสนในความเป็นวิชาชีพของตน จนมีคำถามขึ้นในใจเสมอๆ ว่าวันนี้เรา (ทหาร) นั้นจะยืนกันตรงไหนของสังคมไทย เราควรจะยืนอย่างไร เราควรจะมีบทบาทอย่างไร สิ่งที่ผมสังเกตได้และใกล้ตัวที่สุดคือ ความสนใจและใจจดใจจ่อต่อคำสั่งการปรับย้ายข้าราชการทหารในห้วงเดือนเมษายน และตุลาคมของทุกปี ในสมัยก่อนๆ ทหารจะไม่รู้สึกอะไรกันมากนักเพราะทุกคนจะดำรงตำแหน่งของตนเองกันประมาณ 2 – 3 ปี ถึงจะมีการปรับย้ายกันสักครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันนั้นไม่ใช่ เรา (ทหารในทุกระดับ) มีความกังวลใจต่อการปรัยย้ายกันทุก 6 เดือนหรือทุกครั้งที่มีการปรับย้าย ดังจะสังเกตได้ว่าช่วงใกล้ฤดูปรับย้ายงานเอกสารจะมีการทำงานที่ช้าลง มีการจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องปรับย้ายกันบ่อยครั้ง

    ส่วนหนึ่งที่สังเกตได้นั้นจะเกิดมาจาก การปรับย้ายในปัจจุบันทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะครองตำแหน่งนั้นมาแล้วนานเท่าไหร่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกย้ายเหมือนกัน ทำให้เกิดสภาวะไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน และถ้าเขาเหล่านั้นเริ่มที่จะไม่มีหิริโอตัปปะ หรือ ความละอายต่อบาปแล้วย่อมทำให้เกิดการวิ่งเต้นเส้นสาย เพื่อให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัยหรือ เพื่อให้ตนเองก้าวหน้า โดยไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันเรื่องราวในลักษณะนี้มีมากขึ้นตามลำดับ

    ความจริงแล้วสาเหตุหลักประการหนึ่งของจุดยืนที่ไม่มั่นคงคือ การเข้ามาแทรกแซงกองทัพโดยฝ่ายการเมืองมากกว่าสมัยก่อน ซึ่งการเข้ามาของฝ่ายการเมืองนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเมื่อเรา (ทหาร) เข้าใจถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก แล้วจะเห็นได้ว่าการเบ่งบานของกระแสประชาธิปไตยเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งทำให้ทหารในทุก ๆ ประเทศต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนเอง และเป็นแรงผลักให้ทหารเกิดจากความพยายามที่จะไปยืนในลักษณะที่เป็น “ทหารอาชีพ” ทำให้ต้องทิ้งบทบาทจากความเกี่ยวพันในอำนาจที่มีต่อการบริหารประเทศอย่างที่เคยมีในอดีตไปสู่บทบาทของการเป็นกองทัพที่อยู่ภายใต้การบริหารของฝ่ายการเมือง

    ดังนั้นเมื่อฝ่ายการเมืองก้าวเข้ามาสู่การกำหนดทิศทางโดยตรงต่อการบริหารจัดการในกองทัพ ฝ่ายการเมืองสามารถให้คุณให้โทษกับทหารได้ ทหารหลายคนก็เริ่มที่จะขายจิตวิญญาณ ขายอุดมการณ์ของตน ก้าวเข้าไปหาฝ่ายการเมืองเพื่อให้ตนเองได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายและนำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสายอย่างไม่มีวันหยุด และยังทำลายโครงสร้างที่เข้มแข็งของทหารที่มีอยู่ให้ย่ำแย่ลง เพราะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สังคมทหาร และที่แย่กว่านั้นก็คือการมีข่าวคราวของการใช้เงินซื้อตำแหน่ง

    นอกจากนี้สิ่งที่แย่ลงไปอีกการวิ่งเต้นเส้นสายในหมู่ทหารเริ่มกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกัน ผมมีโอกาสได้รับฟังจากน้องๆ ร่วมอาชีพของผมว่าหลายคนมีทัศนคติที่จะไขว่คว้าให้ตนเองไปเป็น นายทหารคนสนิท ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เนื่องจากมองว่าตนเองอยู่ใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วผู้บังคับบัญชาจะช่วยให้ตนเองไปลงในตำแหน่งที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งเรื่องนี้มีหลายครั้งที่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับโอกาสที่ดีแต่งตั้งให้มีหน้าที่การงานในตำแหน่งที่ดีข้ามหัวรุ่นพี่ไปหลายรุ่น ในสมัยก่อนๆ นั้นค่านิยมในลักษณะนี้จะมีพบเห็นอยู่บ้างในนายทหารที่มีชั้นยศสูงๆ แต่ปัจจุบันความคิดเหล่านี้ได้แพร่กระจายลงไปยังนายทหารเด็กๆ

    เรื่องเหล่านี้ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อะไรมากนักในกองทัพ เพราะในอดีตก็มักจะมีผู้ที่วิ่งเต้นเส้นสายและกล่าวได้ว่าก้าวหน้าไปไกลกว่าคนที่ทำงานอย่างเดียว ดังบางตัวอย่างที่ผมได้เคยเจอเองกับตัว ในสมัยที่ผมเป็นนายทหารคนสนิทผู้บัญชาการทหารบก มีนายทหารท่านหนึ่งชั้นยศพันเอกพิเศษ ได้เรียกผมเข้าไปพบแล้วกล่าวว่า

“น้องพี่เองอาวุโสมากแล้ว อีกไม่กี่ปีจะเกษียณฯ แล้ว พี่ขอเปิดประตูให้นายหน่อยได้มั้ย”

ผมตอบไปว่า

“ได้ครับ เพราะใครเปิดก็เหมือนกันครับ”

    หลังจากวันนั้นพี่ท่านนั้นก็มาเปิดประตูรถให้ผู้บัญชาการทหารบกทุกวัน พร้อมกับเดินขึ้นบันไดไปส่งถึงหน้าห้องทุกวัน จนวันหนึ่งพี่ท่านนั้นก็ได้เรียนถามผู้บัญชาการทหารบกว่า

“ท่านครับ ว่านที่ผมให้ไปออกดอกรึยังครับ”

    ผู้บัญชาการทหารบกท่านยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นไม่นานนายทหารท่านนั้นได้เป็นนายพลสมใจ ทำให้ผมนึกแล้วสะท้อนใจว่ายังมีนายทหารอีกหลายนายที่ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยที่ไม่มีใครรู้จักหน้าค่าตาเท่าไหร่ กลับไม่ได้รับโอกาสแต่คนที่ไปให้ได้เห็นหรือพบหน้าวันละหลายครั้งกับมีโอกาสมากกว่า ความจริงแล้วการที่จะตำหนิพี่ท่านนั้นก็คงเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ถูกนัก ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพเองไม่ได้มีทางออกสำหรับทหารที่อาวุโสขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับสังคมไทยก็ไม่ได้ให้ทางออกแก่ทหารที่สูงอายุขึ้น

    เรื่องเหล่านี้แหละคือปัญหาหลักของกองทัพคือ ทหารเมื่อรับราชการมาถึงช่วงหนึ่งแล้วประเทศและสังคมไทยต้องหาอาชีพให้กับทหารเหล่านี้ เพราะเขาเหล่านั้นได้เคยรับใช้ชาติมา เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเพื่อให้คนที่อยู่แนวหลังในประเทศมีความสุข วันหนึ่งเมื่ออายุสูงขึ้นก็ไม่มีงานให้เขาทำ ตำแหน่งหน้าที่การงานมีให้น้อยลง แต่กองทัพไม่รู้ว่าจะเอาทหารเหล่านี้จะไปไว้ที่ไหน เลยต้องหาที่อยู่ไว้ในกองทัพในตำแหน่งที่เรียกว่าประจำ

    การค้างอยู่ของทหารในกองทัพนั้นได้ส่งผลที่บานปลายอย่างใหญ่หลวงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายเงินเดือนให้ทหารมากกว่า 70% แทนที่จะได้นำไปจัดหาระบบอาวุธ หรือพัฒนากองทัพให้ดีขึ้น หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งประจำเมื่อหลายคนพยายามที่จะกลับลงในตำแหน่งหลัก ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งหลักก็พยายามวิ่งเต้นให้ตนเองสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป ตรงนี้ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเส้นสายอย่างแพร่หลาย

    ปัญหาที่ผมได้กล่าวมานั้นทางกองทัพควรที่จะทำการแก้ไขโดยด่วน เพราะจะส่งผลโดยรวมต่อกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของกองทัพเองที่นับวันจะมีทหารแก่ประจำการเยอะ หรือเรื่องของสัดส่วนที่สัมพันธ์กันระหว่างงบประมาณที่กองทัพได้รับกับงบประมาณที่กองทัพใช้พัฒนากองทัพว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูงหรือต่ำอย่างไร ทหารที่กองทัพผลิตเข้าประจำการกับวันที่เขาเหล่านั้นเกษียณอายุมีจำนวนที่พอ ๆ กันยกเว้นแต่ผู้ที่เสียชิวิต โดยตัวเลขของผู้ที่ออกจากราชการก่อนเกษยณ์อายุ 60 ปี ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

    นอกเหนือจากกองทัพจะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาแล้ว รัฐและสังคมไทยเองต้องมีส่วนร่วมและช่วยกันหาทางออก ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ ให้กองทัพมีทหารที่หนุ่มแน่นแข็งแรง โดยการรองรับทหารที่อาวุโส เข้าไปทำงาน หรือรัฐหาทางออกให้โดยการสร้างวิชาชีพรองรับทหารเหล่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ดำเนินการ แต่เมืองไทยอาจจะหาแนวทางไม่เจอว่าจะดำเนินการต่อทหารอาวุโสที่ท่านเคยได้ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเมื่อวัยหนุ่มและยังอยู่ในกองทัพว่าจะให้ท่านเหล่านั้นทำอย่างไร

    ปัจจุบันสิ่งที่รัฐและกองทัพดำเนินการคือการตั้งโครงการเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งได้ผลเพียงเล็กน้อย เพราะหลายคนกังวลว่าออกไปแล้วจะอยู่อย่างไร จะมีความมั่นคงไหม หรือแม้กระทั่งว่ามีอะไรเป็นหลักประกันให้กับเขาเมื่อเขาตัดสินใจออกไป เรื่องนี้ถ้าพิจารณาดีๆ ก็คงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะนายทหารอาวุโสที่เคยมีคุณาประการ อาจจะรู้สึกว่าเขาเหล่านั้นไร้ค่าถึงได้ให้เขาออก ความจริงแล้วรัฐต้องสร้างกระบวนการให้ทหารที่อาวุโสที่เมื่อถึงคราวที่เหมาะสมแล้วต้องออกนอกกองทัพก่อนการเกษียณให้มีความรู้สึกภูมิใจ ว่าในอดีตเขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่อย่างมีคุณค่า กระตุ้นให้สังคมยอมรับและต้อนรับเขาเหล่านั้นอย่างอบอุ่น ซึ่งถ้าเขาได้รับเกียรติที่เหมาะสมแล้ว ผมมีความเชื่อว่าหลายคนมีความอยากที่จะออกนอกกองทัพก่อนที่จะเกษียณอายุ

    ประเด็นปัญหาอีกประการหนึ่งที่เรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขมากนัก เพราะว่าการผลักดันจากผู้ที่มีอำนาจนั้นยังไม่มีการผลักดันอย่างแท้จริง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบุคคลที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพได้นั้น ส่วนใหญ่ก็จะบุคคลที่ใกล้จะเกษียณอายุ ทำให้มีระยะเวลาในการบริหารจัดการกองทัพน้อยไม่สามารถกำหนดแผนงานระยะยาวได้ ประกอบกับปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อคนหมู่มาก จนในที่สุดคนที่มีอำนาจแก้ไขหรือจัดการก็จะมีความรู้สึกว่าไม่เป็นเดี๋ยวก็เกษียณอายุแล้วให้คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคนต่อไปทำดีกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คิดต่อกันมาเรื่อยๆ จนในที่สุดไม่มีใครทำอะไรกับเรื่องนี้ หรือถ้ามีก็ทำในสิ่งที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรมากมายนัก

    การที่ทหารหรือกองทัพไม่ได้มองปัญหาเหล่านี้หรือมองแล้วแต่ไม่ได้แก้อะไรมากนักอย่างเช่นในปัจจุบัน จะทำให้ทหารประสบปัญหาเองในอนาคตอันใกล้ สาเหตุหลักประการหนึ่งคือ สภาพสังคมในปัจจุบันมีการะแสการเปลี่ยนแปลงมากมาย สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการของรัฐบาลคือ การประเมินประสิทธิภาพการทำงาน และกองทัพก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องถูกประเมินประสิทธิภาพ สิ่งที่ผมเคยประสบอยู่เสมอคือ การพยายามพูดหรือบ่ายเบี่ยงว่า ฝ่ายบริหารเป็นพลเรือนจะมาเข้าใจทหารได้อย่างไร ดังนั้นการประเมินที่ฝ่ายพลเรือนใช้นั้นไม่เหมาะกับทหาร แต่ทหารก็ไม่ได้พยายามหามาตรการประเมินที่สร้างให้เกิดการยอมรับโดยทั่ว เราชอบคิดว่า กองทัพเราเราประเมินเอง แต่เราก็ไม่มีความรู้ในการประเมิน ซึ่งในที่สุดแล้ว กองทัพจะถูกจัดการโดยบุคคลภายนอกในที่สุด เพราะเราไม่ได้ทำอะไรมากนัก

    วันนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่าประเทศหลายประเทศที่มีการพัฒนาแล้วนั้นได้ถูกประเมินโดยหน่วยงานภายนอกที่เป็นพลเรือน เรามักจะหาข้ออ้างกันมาตลอด โดยไม่เคยมองหรือคิดไปว่า ถ้าเรามีประสิทธิภาพจริงแล้วเราจะไปกลัวทำไมกับการประเมิน ถ้าเราไม่ทำเองคนอื่นเขาจะมาทำแล้ววันนั้นไม่ใช่ใครหรอกครับที่จะเสียใจเรานั่นแหละครับที่จะเสียใจ แล้วพี่ๆ ที่เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเพื่อประเทศชาติอาจจะไม่ได้รับเกียรติหรือคุณค่าอะไรเลย เพราะเรากันเองในกองทัพยังมองไม่เห็นแล้วคนอื่นจะมองเห็นค่าของเขาเหล่านั้นได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องกล่าวว่า Old Soldiers Never Die They just fade away. ตามอมตะวาจาของ พล.อ.ดักลาส แมคอาเธอร์ ที่เคยกล่าวต่อหน้าสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เมื่อ 19 เม.ย. พ.ศ.2494 จริงๆ ครับ


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2551 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |