|
สงครามกลางเมือง จากสองนคราประชาธิปไตยสู่สงครามกลางเมือง |
|
|
|
|
แก้ไขโดย ทอทหาร
|
|
วันพุธที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ.2551 |
|

ไม่ทราบว่าหลายท่านจะมีความรู้สึกคลายๆ
กับผมหรือเปล่าที่มีความกังวลใจในความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของสังคมไทย
และเมื่อได้รับฟังผลจากโพลล์สำนักต่างๆ แล้ว
ยิ่งมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นกว่าสังคมไทยกำลังขยับเขยื้อนเข้าไปสู่การติดกับ
เหมือนกับรูปแบบเดิมๆ ที่เราๆ ท่านๆ เคยเผชิญ
ความจริงแล้วถึงแม้ผลจากโพลล์สำนักต่างๆ จะไม่ได้ทำการสำรวจจากประชากร
(คนไทยทั้งประเทศ) เป็นเพียงแค่กลุ่มตัวอย่าง
แต่อย่างน้อยก็จะมีนัยยะที่สามารถยอมรับได้ที่น่าจะสูงกว่า 95%
ซึ่งประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความอึดอัดใจในสังคมไทยเรื่องหลักๆ คือ
ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นการยุบพรรคการเมือง
ประเด็นข่าวลือของการปฏิวัติของทหาร ประเด็นทางเศรษฐกิจ และประเด็นอื่นๆ
อีกหลายประการ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนถึงปัญหาที่ประชาชนคนไทยมีความรู้สึกร่วมพร้อมๆ กันว่า
วันนี้ประเทศไทยเราต้องการที่จะเดินไปข้างหน้ามากกว่าที่คนในชาติบางกลุ่มจะมัวแต่ดิดแก่งแย่งชิงดีกัน
เอาชนะคะคานกัน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศชาติจะไม่ได้อะไรเลย
และในที่สุดอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนั้นคือ การเกิดสงครามกลางเมือง
คำว่าสงครามกลางเมือง หรือ Civil War
ในภาษาอังกฤษ มีผู้ที่ให้ความหมายไว้มากมาย เช่น ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า [1]
สงครามกลางเมือง น. สงครามระหว่างชนที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน.
หรือในวิกิพีเดียภาษาไทย ได้มีผู้ให้ความหมายของสงครามกลางเมืองไว้ ดังนี้ [2]
สงครามกลางเมือง (อังกฤษ: Civil war) เป็นสงครามภายในกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม
สัญชาติ หรือสังคมแบบเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงอำนาจหรือดินแดน
สงครามกลางเมืองอาจนับเป็นการปฏิวัติ (Revolution)
ได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ภายในสังคมนั้นหลังจากสิ้นสุดสงคราม
นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มยังได้นับรวมเอาการจลาจล (Insurgency)
เป็นสงครามกลางเมืองประเภทหนึ่งด้วยถ้ามีการสู้รบระหว่างกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันความแตกต่างระหว่าง สงครามกลางเมือง การปฏิวัติ และ การจลาจล
นั้นไม่ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับบริบทในการใช้งาน
ส่วนใน
คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540
(รส.100-20) ได้กล่าวถึงคำว่า สงครามกลางเมืองไว้ดังนี้ [3]
สงครามกลางเมือง คือการขัดแย้งภายในประเทศที่มีลักษณะดังนี้
ฝ่ายก่อความไม่สงบยึดครองและควบคุมพื้นที่เอาไว้ได้
ฝ่ายก่อความไม่สงบจัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารพื้นที่ที่ควบคุม
ประเทศอื่นให้การยอมรับรัฐบาลของฝ่ายก่อความไม่สงบ
และแสดงจุดยืนต่อความขัดแย้งอย่างแน่ชัด
ฝ่ายก่อความไม่สงบมีกำลังทหาร ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาโดยเฉพาะ
ถืออาวุธโดยเปิดเผย ติดเครื่องหมายโดยแน่ชัด และปฏิบัติตามกฏการทำสงคราม
สถานการณ์อยู่ในสภาวะการเป็นปฏิปักษ์โดยทั่วไป
มีการเผชิญหน้ากันโดยตรงด้วยกำลังทหารเป็นส่วนใหญ่
สำหรับพจนานุกรมออนไลน์ The Merriam-Webster Online Dictionary
ได้ให้ความหมายไว้ว่า [4]
civil war (n.) - A war between opposing groups of citizens of the same
country.
และในวิกิพีเดีย ได้มีผู้ให้ความหมายของสงครามกลางเมืองไว้ ดังนี้ [5]
A civil war is a war in which parties within the same culture, society or
nationality fight against each other for the control of political power.
ถ้าพิจารณาความหมายโดยรวมแล้วจะพบว่า สงครามกลางเมืองมีความหมายคือ
การทำสงครามระหว่างกลุ่มคนที่อยู่ในชาติเดียวกัน
นอกจากนี้เมื่อกล่าวถึงสงครามกลางเมืองโดยทั่วไปจะมีความหมายถึง
สงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกาอีกนัยหนึ่งด้วย
โดยสงครามกลางเมืองในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2404 - 2408 (ค.ศ.18611865)
มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องทาส
ทำให้แบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้ ประมาณ
618,000 คน [6] ซึ่งเป็นยอดผู้เสียชีวิตที่มากกว่าสหรัฐฯ
สูญเสียในสงครามประกาศอิสระภาพ และสงครามเวียดนามเสียอีก
ไม่เพียงแต่สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่มีผู้ที่เสียชีวิตจำนวนมาก
สงครามกลางเมืองรัสเซียที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2461 - 2465 (ค.ศ.1918-1922)
ก็เป็นอีกสงครามหนึ่งที่มีผู้เสียชีวิตจากสงครามจำนวนมากคือ ประมาณ 9 ล้านคน [7]
โดยมีสาเหตุที่ต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ที่วลาดิมีร์ เลนิน
(Vladimir Lenin) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส หัวหน้าพรรคบอลเชวิก (Bolshevik)
ทำการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์
พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet
Socialist Repubilcs หรือ USSR)
แต่สภาพความเร้นแค้นในสหภาพโซเวียตยังไม่ได้รับการบรรเทาเบาบางลงทำให้เป็นสาเหตุนำไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด
นอกเหนือจากสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ
และรัสเซียที่มีการสูญเสียชีวิตทั้งของทหารและพลเรือนในอัตราที่สูงแล้ว
ยังมีสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้งของหลายประเทศที่มีการสูญเสียชีวิตในอัตราส่วนที่สูงมากลักษณะเดียวกัน
เช่น สงครามกลางเมืองสเปน ที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2479 2482 (ค.ศ.1936 1939)
ที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวสเปนกลุ่มที่นิยมประชาธิปไตยกับชาวสเปนที่นิยมเผด็จการ
มีผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองประมาณ 500,000 คน [8]
สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นมาไม่นานนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือ
สงครามกลางเมืองโซมาเลีย ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2534 2547 (ค.ศ.1991 2004)
เนื่องจาก นายพลโมฮำเม็ด ชีอาด บาร์รี (Mohamed Siad Barre) ผู้นำถูกโค่นอำนาจลง
ทำให้ประเทศแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากมาย
เนื่องจากกลุ่มที่เคยต่อต้านรัฐบาลหันมาจับอาวุธสู้รบ เพื่อแย่งชิงอำนาจกันเอง
กลายเป็นสงครามกลางเมือง (civil war) ที่ยืดเยื้อยาวนาน
ทำให้โซมาเลียต้องตกอยู่ในสภาพอนาธิปไตย (anarchy) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
โดยผลจากสงครามนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 500,000 คน
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่าสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกก็ตาม
สงครามการเมืองทุกครั้งจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ใหญ่หลวง
ซึ่งสาเหตุส่วนที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองได้นั้นจะเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์มีการสูญเสียขึ้น
และปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความแตกแยกทางสังคม ที่แบ่งกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มต่างๆ
ถ้ากลุ่มต่างๆ ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ลงตัวได้
และนั่นแหละประเทศชาติจะก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่คนในประเทศเดียวกันหันมารบราฆ่าฟันกันเองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่กลุ่มของตนเองต้องการ
ซึ่งผลที่ตามมาคือการสูญเสียทั้งชีวิตทหารและพลเรือนจำนวนมากตามมา
ความจริงแล้วประเทศไทยของเราเองก็เคยผ่านสภาพของสงครามกลางเมืองกันมาโดยที่ไม่มีใครเรียกว่าสงครามกลางเมือง
เพราะการเผชิญหน้ากันจะมีลักษณะของการปฏิบัติที่ซ่อนเร้น
และอีกกลุ่มหนึ่งปฏิบัติในลักษณะของการปราบปราม
นั่นคือสงครามในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งถ้าพิจารณาดีๆ
แล้วจะพบลักษณะของการต่อสู้กันจะเกิดจากความเชื่อในลัทธิการเมืองที่แตกต่างกันแล้วนำไปสู่การจับอาวุธเข้าสู้รบกัน
ฝ่ายหนึ่งเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองและอีกฝ่ายหนึ่งพยายามรักษาระบอบการปกครองที่มีอยู่
เมื่อการดำเนินนโยบายต่างที่ผิดพลาดในช่วงต้นยิ่งทำให้ปัญหามีความบานปลาย
แต่ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 33 ปี สถานการณ์ภายนอกประเทศ
(ความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์ในสายต่างๆ)
ได้เป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีการออกนโยบายที่มีความาเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายและในที่สุดก็นำไปสู่การวางอาวุธของผู้ต้องการล้มล้างระบอบการปกครองที่มีอยู่กลายมาเป็นแนวร่วมในการพัฒนาชาติไทย
อันถือเป็นการยุติความขัดแย้งและหันหน้าเข้าหากัน
สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุขในที่สุด
ผลจากการต่อสู้ของคนในชาติในครั้งนั้นคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากน่าจะเป็นจำนวนหลายหมื่นคน
(ยังไม่สามารถหาตัวเลขยืนยันได้
ขนาดสถานการณ์ในภาคใต้ซึ่งมีอัตราการสูญเสียที่ต่ำกว่าและเกิดขึ้นมาไม่นานมานี้ยังมียอดการสูญเสียในปัจจุบัน
มากกว่า 2,000 คน)
ความขัดแย้งจนคนไทยในชาติจับอาวุธมาสู้รบและฆ่าฟันกันเองในอดีตกลับเป็นเหตุการณ์ที่แปลกที่ไม่มีใครกล่าวถึงนักในปัจจุบัน
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่ทุกคนที่ผ่านมาไม่อยากที่จะรำลึกรื้อฟื้นขึ้นมา
และทั้งสองฝ่ายที่เคยขัดแย้งกันในอดีตหลายคนตอนนี้กลับมาจับมือกันมาเล่นการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน
เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไปคือเรื่องราวที่อาจจะกลับมามีความเหมือนกับในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้ว
เราอาจจะไม่สามารถป้องกันและรวมไปถึงการหาแนวทางแก้ไขที่มีความเหมาะสมได้
เพราะคนในยุคปัจจุบันทีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทราบเรื่องราวเหล่านี้
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความเหมือนหรือมีความพ้องกับแนวคิด
สองนคราประชาธิปไตย [9] ที่กล่าวไว้ว่า
เป็นเพราะเกษตรกรชาวนาชาวไร่ในภาคชนบทเป็นได้เพียง ฐานเสียง และเป็น
ผู้ตั้ง รัฐบาลโดยอาศัยคะแนนเสียงอันท่วมท้นในการเลือกตั้ง ขณะที่ชนชั้นกลางเป็น
ฐานนโยบาย และมักจะเป็น ผู้ล้ม รัฐบาล
ซึ่งถ้าหากกลุ่มที่เป็นฐานเสียงและกลุ่มผู้เป็นฐานนโยบายไม่หันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
นั่นคือความเสี่ยงของประเทศชาติที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมือง
เพราะสาเหตุสำคัญคือมุมมองความคิดและความเชื่อทางด้านการเมืองนั้นมีความแตกต่าง
และที่สำคัญคือ กลุ่มที่เป็นฐานเสียงเคยได้มีโอกาสสัมผัสกับนโยบายของรัฐบาลก่อนๆ
ที่ดำเนินการโดยใช้นโยบายแบบประชานิยมแล้ว
ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจคนในระดับรากแก้ว เพราะความรู้สึกของเขาเหล่านั้นคือ
เขาได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐโดยตรงและจับต้องได้
ในขณะที่ผู้ที่เป็นฐานนโยบายหรือชนชั้นกลาง
มองเห็นว่าการดำเนินนโยบายประชานิยมเป็นเรื่องที่นำประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยงเพราะทราบกันดีว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่นำนโยบายประชานิยมไปใช้แล้ว
ประสบความสำเร็จในระยะยาว ในทำนองกลับกันประเทศที่ใช้นโยบายประชานิยมกลับประสบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงและมักจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารตามมา
(ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยก็เคยมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน)
เพราะฉะนั้นทางออกของปัญหาเรื่องนี้คือการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเจรจากันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อหาขอยุติร่วมกัน
เพราะไม่เช่นนั้นแล้วสถานการณ์ย่อมมีโอกาสที่จะบานปลายและนำไปสู่สงครามกลางเมืองก็เป็นได้
ซึ่งถ้าเกิดเช่นนั้นจริงแล้วประเทศไทยคงจะต้องถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งว่ามีสงครามกลางเมืองและมีการสูญเสียที่เกิดจากฝีมือคนไทยด้วยกันฆ่ากันเอง
ความจริงแล้วความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสังคมเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดอะไร
แต่สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญนั้นกลับไม่ใช่ปัญหาของความขัดแย้งแต่กลับกลายเป็นปัญหาของการเอาชนะคะคานกัน
ความไม่ยอมกัน เรื่องเหล่านี้คงต้องฝากไว้ให้คนไทยทุกคนต่างต้องคิดให้เยอะๆ
ว่าเรารักประเทศชาติหรือรักตัวเองมากกว่ากัน
เรื่องนี้ไม่ต้องตอบใครครับตอบแค่ตัวเองก็พอ
อ้างอิง
[1] http://rirs3.royin.go.th
[2] http:// th.wikipedia.org/wiki/สงครามกลางเมือง
[3] กองทัพบก. คู่มือราชการสนามว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20),
โรงพิมพ์กองอุปกรณ์การฝึกและศึกษา สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง, 2540, หน้าที่ 3
[4] http://www.merriam-webster.com/dictionary/civil+war
[5] http://en.wikipedia.org/wiki/Civil_war
[6] http://www.civilwarhome.com/casualties.htm
[7] http://androidworld.com/prod98.htm
[8] ibid.
[9] เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์มติชน, 2538
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2551 )
|