Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 48 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241587
Syndicate
สงครามกลางเมือง – จากสองนคราประชาธิปไตยสู่สงครามกลางเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันพุธที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ.2551


        ไม่ทราบว่าหลายท่านจะมีความรู้สึกคลายๆ กับผมหรือเปล่าที่มีความกังวลใจในความเป็นไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของสังคมไทย และเมื่อได้รับฟังผลจากโพลล์สำนักต่างๆ แล้ว ยิ่งมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นกว่าสังคมไทยกำลังขยับเขยื้อนเข้าไปสู่การติดกับ เหมือนกับรูปแบบเดิมๆ ที่เราๆ ท่านๆ เคยเผชิญ ความจริงแล้วถึงแม้ผลจากโพลล์สำนักต่างๆ จะไม่ได้ทำการสำรวจจากประชากร (คนไทยทั้งประเทศ) เป็นเพียงแค่กลุ่มตัวอย่าง แต่อย่างน้อยก็จะมีนัยยะที่สามารถยอมรับได้ที่น่าจะสูงกว่า 95% ซึ่งประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความอึดอัดใจในสังคมไทยเรื่องหลักๆ คือ ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นการยุบพรรคการเมือง ประเด็นข่าวลือของการปฏิวัติของทหาร ประเด็นทางเศรษฐกิจ และประเด็นอื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนถึงปัญหาที่ประชาชนคนไทยมีความรู้สึกร่วมพร้อมๆ กันว่า วันนี้ประเทศไทยเราต้องการที่จะเดินไปข้างหน้ามากกว่าที่คนในชาติบางกลุ่มจะมัวแต่ดิดแก่งแย่งชิงดีกัน เอาชนะคะคานกัน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศชาติจะไม่ได้อะไรเลย และในที่สุดอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนั้นคือ การเกิดสงครามกลางเมือง

    คำว่าสงครามกลางเมือง หรือ Civil War ในภาษาอังกฤษ มีผู้ที่ให้ความหมายไว้มากมาย เช่น ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า [1]

สงครามกลางเมือง น. สงครามระหว่างชนที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน.

หรือในวิกิพีเดียภาษาไทย ได้มีผู้ให้ความหมายของสงครามกลางเมืองไว้ ดังนี้ [2]

“สงครามกลางเมือง (อังกฤษ: Civil war) เป็นสงครามภายในกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม สัญชาติ หรือสังคมแบบเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงอำนาจหรือดินแดน สงครามกลางเมืองอาจนับเป็นการปฏิวัติ (Revolution) ได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ภายในสังคมนั้นหลังจากสิ้นสุดสงคราม นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มยังได้นับรวมเอาการจลาจล (Insurgency) เป็นสงครามกลางเมืองประเภทหนึ่งด้วยถ้ามีการสู้รบระหว่างกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันความแตกต่างระหว่าง ‘สงครามกลางเมือง’ ‘การปฏิวัติ’ และ ‘การจลาจล’ นั้นไม่ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับบริบทในการใช้งาน”

        ส่วนใน คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20) ได้กล่าวถึงคำว่า สงครามกลางเมืองไว้ดังนี้ [3]
สงครามกลางเมือง คือการขัดแย้งภายในประเทศที่มีลักษณะดังนี้

            • ฝ่ายก่อความไม่สงบยึดครองและควบคุมพื้นที่เอาไว้ได้
            • ฝ่ายก่อความไม่สงบจัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารพื้นที่ที่ควบคุม
            • ประเทศอื่นให้การยอมรับรัฐบาลของฝ่ายก่อความไม่สงบ และแสดงจุดยืนต่อความขัดแย้งอย่างแน่ชัด
            • ฝ่ายก่อความไม่สงบมีกำลังทหาร ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาโดยเฉพาะ ถืออาวุธโดยเปิดเผย ติดเครื่องหมายโดยแน่ชัด และปฏิบัติตามกฏการทำสงคราม
            • สถานการณ์อยู่ในสภาวะการเป็นปฏิปักษ์โดยทั่วไป มีการเผชิญหน้ากันโดยตรงด้วยกำลังทหารเป็นส่วนใหญ่

        สำหรับพจนานุกรมออนไลน์ The Merriam-Webster Online Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่า [4]

civil war (n.) - A war between opposing groups of citizens of the same country.

และในวิกิพีเดีย ได้มีผู้ให้ความหมายของสงครามกลางเมืองไว้ ดังนี้ [5]

A civil war is a war in which parties within the same culture, society or nationality fight against each other for the control of political power.

        ถ้าพิจารณาความหมายโดยรวมแล้วจะพบว่า สงครามกลางเมืองมีความหมายคือ การทำสงครามระหว่างกลุ่มคนที่อยู่ในชาติเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อกล่าวถึงสงครามกลางเมืองโดยทั่วไปจะมีความหมายถึง สงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกาอีกนัยหนึ่งด้วย โดยสงครามกลางเมืองในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2404 - 2408 (ค.ศ.1861–1865) มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องทาส ทำให้แบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้ ประมาณ 618,000 คน [6] ซึ่งเป็นยอดผู้เสียชีวิตที่มากกว่าสหรัฐฯ สูญเสียในสงครามประกาศอิสระภาพ และสงครามเวียดนามเสียอีก

        ไม่เพียงแต่สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ที่มีผู้ที่เสียชีวิตจำนวนมาก สงครามกลางเมืองรัสเซียที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2461 - 2465 (ค.ศ.1918-1922) ก็เป็นอีกสงครามหนึ่งที่มีผู้เสียชีวิตจากสงครามจำนวนมากคือ ประมาณ 9 ล้านคน [7] โดยมีสาเหตุที่ต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ที่วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส หัวหน้าพรรคบอลเชวิก (Bolshevik) ทำการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR) แต่สภาพความเร้นแค้นในสหภาพโซเวียตยังไม่ได้รับการบรรเทาเบาบางลงทำให้เป็นสาเหตุนำไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด

        นอกเหนือจากสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ และรัสเซียที่มีการสูญเสียชีวิตทั้งของทหารและพลเรือนในอัตราที่สูงแล้ว ยังมีสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้งของหลายประเทศที่มีการสูญเสียชีวิตในอัตราส่วนที่สูงมากลักษณะเดียวกัน เช่น สงครามกลางเมืองสเปน ที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2479 – 2482 (ค.ศ.1936 – 1939) ที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวสเปนกลุ่มที่นิยมประชาธิปไตยกับชาวสเปนที่นิยมเผด็จการ มีผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองประมาณ 500,000 คน [8]

        สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นมาไม่นานนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือ สงครามกลางเมืองโซมาเลีย ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2534 – 2547 (ค.ศ.1991 – 2004) เนื่องจาก นายพลโมฮำเม็ด ชีอาด บาร์รี (Mohamed Siad Barre) ผู้นำถูกโค่นอำนาจลง ทำให้ประเทศแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากมาย เนื่องจากกลุ่มที่เคยต่อต้านรัฐบาลหันมาจับอาวุธสู้รบ เพื่อแย่งชิงอำนาจกันเอง กลายเป็นสงครามกลางเมือง (civil war) ที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้โซมาเลียต้องตกอยู่ในสภาพอนาธิปไตย (anarchy) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยผลจากสงครามนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 500,000 คน

        จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่าสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกก็ตาม สงครามการเมืองทุกครั้งจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ใหญ่หลวง ซึ่งสาเหตุส่วนที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองได้นั้นจะเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์มีการสูญเสียขึ้น และปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความแตกแยกทางสังคม ที่แบ่งกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มต่างๆ ถ้ากลุ่มต่างๆ ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ลงตัวได้ และนั่นแหละประเทศชาติจะก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่คนในประเทศเดียวกันหันมารบราฆ่าฟันกันเองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่กลุ่มของตนเองต้องการ ซึ่งผลที่ตามมาคือการสูญเสียทั้งชีวิตทหารและพลเรือนจำนวนมากตามมา

        ความจริงแล้วประเทศไทยของเราเองก็เคยผ่านสภาพของสงครามกลางเมืองกันมาโดยที่ไม่มีใครเรียกว่าสงครามกลางเมือง เพราะการเผชิญหน้ากันจะมีลักษณะของการปฏิบัติที่ซ่อนเร้น และอีกกลุ่มหนึ่งปฏิบัติในลักษณะของการปราบปราม นั่นคือสงครามในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งถ้าพิจารณาดีๆ แล้วจะพบลักษณะของการต่อสู้กันจะเกิดจากความเชื่อในลัทธิการเมืองที่แตกต่างกันแล้วนำไปสู่การจับอาวุธเข้าสู้รบกัน ฝ่ายหนึ่งเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองและอีกฝ่ายหนึ่งพยายามรักษาระบอบการปกครองที่มีอยู่

        เมื่อการดำเนินนโยบายต่างที่ผิดพลาดในช่วงต้นยิ่งทำให้ปัญหามีความบานปลาย แต่ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 33 ปี สถานการณ์ภายนอกประเทศ (ความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์ในสายต่างๆ) ได้เป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีการออกนโยบายที่มีความาเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายและในที่สุดก็นำไปสู่การวางอาวุธของผู้ต้องการล้มล้างระบอบการปกครองที่มีอยู่กลายมาเป็นแนวร่วมในการพัฒนาชาติไทย อันถือเป็นการยุติความขัดแย้งและหันหน้าเข้าหากัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุขในที่สุด ผลจากการต่อสู้ของคนในชาติในครั้งนั้นคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากน่าจะเป็นจำนวนหลายหมื่นคน (ยังไม่สามารถหาตัวเลขยืนยันได้ ขนาดสถานการณ์ในภาคใต้ซึ่งมีอัตราการสูญเสียที่ต่ำกว่าและเกิดขึ้นมาไม่นานมานี้ยังมียอดการสูญเสียในปัจจุบัน มากกว่า 2,000 คน)

        ความขัดแย้งจนคนไทยในชาติจับอาวุธมาสู้รบและฆ่าฟันกันเองในอดีตกลับเป็นเหตุการณ์ที่แปลกที่ไม่มีใครกล่าวถึงนักในปัจจุบัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่ทุกคนที่ผ่านมาไม่อยากที่จะรำลึกรื้อฟื้นขึ้นมา และทั้งสองฝ่ายที่เคยขัดแย้งกันในอดีตหลายคนตอนนี้กลับมาจับมือกันมาเล่นการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไปคือเรื่องราวที่อาจจะกลับมามีความเหมือนกับในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้ว เราอาจจะไม่สามารถป้องกันและรวมไปถึงการหาแนวทางแก้ไขที่มีความเหมาะสมได้ เพราะคนในยุคปัจจุบันทีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทราบเรื่องราวเหล่านี้

        สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความเหมือนหรือมีความพ้องกับแนวคิด สองนคราประชาธิปไตย [9] ที่กล่าวไว้ว่า

เป็นเพราะเกษตรกรชาวนาชาวไร่ในภาคชนบทเป็นได้เพียง “ฐานเสียง” และเป็น “ผู้ตั้ง” รัฐบาลโดยอาศัยคะแนนเสียงอันท่วมท้นในการเลือกตั้ง ขณะที่ชนชั้นกลางเป็น “ฐานนโยบาย” และมักจะเป็น “ผู้ล้ม” รัฐบาล

        ซึ่งถ้าหากกลุ่มที่เป็นฐานเสียงและกลุ่มผู้เป็นฐานนโยบายไม่หันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว นั่นคือความเสี่ยงของประเทศชาติที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมือง เพราะสาเหตุสำคัญคือมุมมองความคิดและความเชื่อทางด้านการเมืองนั้นมีความแตกต่าง และที่สำคัญคือ กลุ่มที่เป็นฐานเสียงเคยได้มีโอกาสสัมผัสกับนโยบายของรัฐบาลก่อนๆ ที่ดำเนินการโดยใช้นโยบายแบบประชานิยมแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจคนในระดับรากแก้ว เพราะความรู้สึกของเขาเหล่านั้นคือ เขาได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐโดยตรงและจับต้องได้

        ในขณะที่ผู้ที่เป็นฐานนโยบายหรือชนชั้นกลาง มองเห็นว่าการดำเนินนโยบายประชานิยมเป็นเรื่องที่นำประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยงเพราะทราบกันดีว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่นำนโยบายประชานิยมไปใช้แล้ว ประสบความสำเร็จในระยะยาว ในทำนองกลับกันประเทศที่ใช้นโยบายประชานิยมกลับประสบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงและมักจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารตามมา (ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยก็เคยมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน)

        เพราะฉะนั้นทางออกของปัญหาเรื่องนี้คือการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเจรจากันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อหาขอยุติร่วมกัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วสถานการณ์ย่อมมีโอกาสที่จะบานปลายและนำไปสู่สงครามกลางเมืองก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเกิดเช่นนั้นจริงแล้วประเทศไทยคงจะต้องถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งว่ามีสงครามกลางเมืองและมีการสูญเสียที่เกิดจากฝีมือคนไทยด้วยกันฆ่ากันเอง ความจริงแล้วความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสังคมเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดอะไร แต่สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญนั้นกลับไม่ใช่ปัญหาของความขัดแย้งแต่กลับกลายเป็นปัญหาของการเอาชนะคะคานกัน ความไม่ยอมกัน เรื่องเหล่านี้คงต้องฝากไว้ให้คนไทยทุกคนต่างต้องคิดให้เยอะๆ ว่าเรารักประเทศชาติหรือรักตัวเองมากกว่ากัน เรื่องนี้ไม่ต้องตอบใครครับตอบแค่ตัวเองก็พอ…………

อ้างอิง

[1] http://rirs3.royin.go.th
[2] http:// th.wikipedia.org/wiki/สงครามกลางเมือง
[3] กองทัพบก. “คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20)”, โรงพิมพ์กองอุปกรณ์การฝึกและศึกษา สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง, 2540, หน้าที่ 3
[4] http://www.merriam-webster.com/dictionary/civil+war
[5] http://en.wikipedia.org/wiki/Civil_war
[6] http://www.civilwarhome.com/casualties.htm
[7] http://androidworld.com/prod98.htm
[8] ibid.
[9] เอนก เหล่าธรรมทัศน์, “สองนคราประชาธิปไตย”, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2538

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2551 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |