|
|
|
|
Interview
สัมภาษณ์ โดย วาดวลี
ตอน : คุยกับ พ.ต.ธีรนันท์
นันทขว้าง ผู้เขียน "สมรภูมิที่เปลี่ยนไป
แนวรบที่เปลี่ยนแปลง"

|
เดือนกุมภาพันธ์
ขณะที่สีชมพูกำลังคลุมเมือง แต่บนแผงหนังสือมีหนังสือหน้าตาเข้มข้นเล่มหนึ่ง
ออกมาวางแบบหมาดๆได้เดือนกว่าๆ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "สมรภูมิ
ที่เปลี่ยนไป แนวรบที่เปลี่ยนแปลง" เป็นหนังสือเล่มแรกของคนเขียนที่ชื่อ
พ.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง แน่นอนว่าเขาเป็นทหาร แต่เขาเป็นทหารที่เป็นนักเขียน
และนอกเหนือจากจะเขียนด้วยใจรักแล้ว เขาก็ยังเป็นนักเขียนที่มีมุมมองหน้าสนใจ
เป็นคนที่ทำให้เรารู้ว่า ปลายปากกาของเขานั้น เชื่อมโยงประเด็นทางการเมือง
การปกครอง สังคม เข้าไว้กับความฝันของเขาเอง
เราไปคุยกับเขาดีกว่าค่ะ
 สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ
แนะนำตัวเองนิดหน่อยได้ไหมคะ
ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ และก็อยู่ที่ไหน ชื่อ พ.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง
ปัจจุบันอาย 35 ปี แก่แล้วครับ อยู่ที่ มลรัฐ ฟลอริด้า สหรัฐฯ
กำลังเตรียมตัวจะกลับเมืองไทยครับ ผมมาศึกษาที่นี่ได้ 4 ปี 3 เดือน
โดยทุนของกองบัญชาการทหารสูงสุด ครับ
ก่อนอื่น
ขอยินดีด้วยนะคะกับหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งวางแผง ""สมรภูมิ ที่เปลี่ยนไป แนวรบที่เปลี่ยนแปลง"
ทราบว่าเป็นหนังสือเล่มแรกใช่ไหม? ขอบคุณครับ -
จะเรียกว่าเป็นเล่มแรกก็ไม่เชิงครับ ถ้าจะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มแรกของผมก็คือ
วิทยานิพนธ์ ของปริญญาโท (ใบแรก) เพราะว่ามี ISBN (974-622-044-6) ด้วย
เรียกว่าเป็น
พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกน่าจะใกล้เคียงกว่าครับ
รู้สึกยังไงบ้างคะ
กับงานเขียนหนังสือเล่มแรก
และก็อยากเล่าให้ฟังหน่อยว่างานเขียนในเล่มนี้เป็นมาอย่างไร
ทำไมถึงได้มาทำเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มนี้? ถ้าถามว่ารู้สึกอย่างไร?
ผมขอบอกตามตรงว่ายังไม่พอใจครับ
เพราะว่าผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ตามที่เราคิดเอาไว้
แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ทำให้เรามีก้าวที่สองครับ
ส่วนที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ จริง ๆ
หนังสือเล่มนี้เริ่มมาจากบทความที่ผมเขียนไว้ในเวบของผม (http://37th.net)
ซึ่งก็เป็นบทความสั้น ๆ และผมเองไม่ได้ตั้งใจรวมเล่ม
แต่อาจจะเป็นจังหวะพอดีที่ผมเข้าตอบปัญหาทางวิชาการใน พันทิพย์ ห้องหว้ากอ
(http://www.pantip.com/cafe/wahkor) เป็นประจำ
ทางสำนักพิมพ์ด้วยรักช่วงนั้นกำลังหานักเขียนหน้าใหม่ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต
ไปเจอเข้าเลยติดต่อ และตามมาดูที่เวบของผม เลยอยากจะให้ผมทำออกมาเป็นเล่ม
ผมเลยนำบทความสั้น ๆ ที่ผมเคยเขียนเอาไว้มาทำการเขียนเพิ่มเติม
เลยออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค ครับ
จริงๆเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
มันเริ่มได้ยังไง ผมเริ่มงานเขียนครั้งแรกเลย นั้นก็คือบทความ เรื่อง
"พระราชดำรัสคือแนวทาง" ลงในหนังสือ "ทูลกระหม่อมอาจารย์"
เป็นหนังสือที่ รร.นายร้อย จปร. จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พลตรีหญิง(พระยศในขณะนั้น) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงรับราชการครบ 10 ปี และ ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 3
รอบ (สามารถเข้าไปดูบทความได้ที่
http://rtscc3inet.readyhosting.com/37th/articles/light-up.html)
ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2534 ครับ สมัยนั้นผมเพิ่งจบไปรับราชการได้ไม่นาน
ยังมียศร้อยโท หนังสือ "ทูลกระหม่อมอาจารย์"
เป็นหนังสือที่รวมบทความของศิษย์เก่า รร.นายร้อย จปร.หลายรุ่น
ที่มีกล่าวถึงพระจริยาวัตรอันงดงามของทูลกระหม่อมอาจารย์
สาเหตุที่ผมได้มีโอกาสเขียนบทความแรก
ก็เพราะว่าช่วงสมัยตอนเป็นนักเรียนนายร้อย ผมได้มีโอกาส
ถวายงานในการเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ทหารญี่ปุ่นในพื้นที่ จว.นครนายก
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บทความแรกที่เขียนนั้น
ต้องบอกว่าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ก็ได้อาจารย์ที่กองวิชาประวัติศาสตร์
รร.นายร้อย จปร. หลายท่านช่วยขัดเกลาให้ ก็เลยได้มีโอกาสตีพิมพ์กับเขาครับ
จากนั้นก็เว้นว่างมาหลายปี
กลับมาเขียนอีกครั้งเป็นการเขียนบทความทางวิชาการตีพิมพ์ตามวารสารวิชาการ
ตอนสมัยเรียนปริญญาโท ช่วงปี 2539-2540 และพอมาต่างประเทศในปี 2543
เริ่มมาทำเวบของตัวเองและเขียนบทความลงในเวบปัจจุบันก็มี ร่วม 100
บทความแล้วครับ
นอกจากนี้ก็มีตีพิมพ์บทความทางวิชาการตามการประชุมวิชาการนานาชาติ อีก 3-4
บทความ ก่อนจะมาถึงหนังสือเล่มนี้ครับ
อาชีพทำทหาร กับ
การเขียนหนังสือ
มีจุดที่เชื่อมโยงหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้างคะ ผมอยากให้มองว่าอาชีพทหารก็เป็นอาชีพ
ๆ หนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างไปจากอาชีพอื่น ๆ เลยครับ
การเขียนหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในทางสากล
แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องแปลกบ้างเล็กน้อย ในบ้านเรา เพราะที่ผ่านมานั้น
ในวงการทหารก็มีผู้ที่ออกมาเขียนหนังสือก็เรียกได้ว่าน้อยมาก
ผิดกับต่างประเทศที่เขาจะออกมาเขียนเรื่องราวประสบการณ์ที่เขาผ่านมา
และบางคนก็ไปเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางด้านความั่นคง
สาเหตุหนึ่งนั้นก็อาจจะมาจากการที่คนไทยเราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบบันทึกเรื่องราวกัน
ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าจะนำมาเผยแพร่สูญหายไปกับกาลเวลา
นอกจากนี้การเขียนเรื่องราวทางด้านการทหารในบ้านเราบางเรื่องก็ต้องระวัง
เพราะว่าเรามีเรื่องราวที่เป็นชั้นความลับ
และบางเรื่องถ้านำมาเขียนเป็นเรื่องราวอาจจะส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างเรากับเพื่อนบ้านได้
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ทำให้ไม่ค่อยมีทหารออกมาเขียนหนังสือที่มีเรื่องราวทางด้านการทหารมากนักครับ
ถามได้ไหม
ทำไมถึงมาเป็นทหารคะ ผมตัดสินใจเป็นทหาร
เพราะว่าตอนสมัยผมเรียนอยู่มัธยมต้น
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมและนำของไปให้ทหารที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน
ทำให้ผมเห็นถึงความยากลำบาก เสียสละ
ประกอบกับผมได้มีโอกาสชมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ที่วัดพระศรี ฯ เป็นประจำ (ตั้งแต่เด็ก
ๆ) ก็มีผู้เสียชีวิตมากมายเป็นร้อย เป็นพันในแต่ละปี
สิ่งหนึ่งที่ผมยังจำติดตามาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ สมเด็จพระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ
และ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ จะเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นทรงประกอบพิธีเป็นประจำทุกปี
แต่ละพระองค์จะพระราชทาน (ประทาน)
พระราชวโรกาสให้ญาติของผู้เสียชีวิตได้เข้าเฝ้า ในพระราชพิธีนั้น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด แต่สีหน้าของญาติของวีรชนเหล่านั้น
กลับไม่ได้สลดตาม แต่ละคนเมื่อถูกสัมภาษณ์ ต่างก็ตอบเหมือนกันว่าเขาภูมิใจ
ที่สามี พ่อ พี่ น้อง ของเขาเหล่านั้น
ได้ทำหน้าที่อย่างสมบรูณ์เยี่ยงชายชาติทหาร
สิ่งเหล่านี้คือแรงบันดาลใจให้ผมตัดสินใจเข้าไปเป็นทหาร สมัยนั้นผมยังนึกเล่น
ๆ ว่า ถ้าเราได้เป็นทหารแล้วตอนตายโลงศพของเรามีธงชาติคลุม
และมีเสียงแตรนอนเป่า ก็คงจะดีไม่น้อย ทุกวันนี้ก็ยังคงคิดอย่างนั้น
เพราะนั่นคือเกียรติอันสูงสุดในการเป็นทหารครับ
ในวิชาชีพทหาร
ได้ฝึกเขียนหนังสือด้วยหรือเปล่าคะ
มีอยุ่ในหลักสูตรไหม การเป็นทหารก็จะมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเขียนแทรกอยู่ในทุกระดับครับ
แต่รูปแบบของการเขียนนั้นก็จะเป็นการเขียนในทางทหาร
นอกจากนี้ก็จะมีศัพท์เฉพาะในด้านการทหารเยอะมาก จนเสามารถกล่าวได้ว่า
ถ้าพลเรือนคนใดไม่คุ้นเคยแล้ว พอมาอ่านอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้
นี่ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทหารไม่อยากจะออกมาเขียนหนังสือกันก็ได้ครับ
แรงบัลดาลใจให้อยากเขียนถึงชีวิตในรั้วทหารเกิดจากอะไรคะ
ทั้งๆที่ทหารก็มีจำนวนมาก
ไม่คอ่ยมีใครเอามา เขียนถึงเท่าไหร่ แรงบันดาลใจหรือครับ
ผมมองว่าสังคมปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
สถาบันทหารเองก็เป็นเครื่องมือของรัฐอันหนึ่งที่คอยจัดการเรื่องของความั่นคงของประเทศ
โดยใช้ภาษีของประชาชน
ประชาชนเองก็มีสิทธิที่จะทราบว่าภาษีของเขานั้นได้ถูกนำมาใช้อย่างไรแต่จากอดีตที่ผ่านมานั้น
ถ้าเราพูดถึงเรื่องของทหาร ทุกคนจอมองภาพเหมือนกล่องดำใบหนึ่ง
ที่มองไม่เห็นอะไรข้างในรู้เพียงแต่ว่าทำงานอย่างไร แต่ปัจจุบันนั้นไม่ใช่
กองทัพเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสรับทราบว่ากองทัพไปทำอะไรมาบ้าง
ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนจากกล่องดำมาเป็น
กล่องโปร่งใสที่สามารถมองเข้าไปข้างในได้
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีความจำเป็นที่เราจะต้อง ปิดเรื่องราวบางส่วนไว้
เพราะว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
สิ่งเหล่านี้ก็เลยกลายมาเป็น
สิ่งที่ผลักดันให้ผมออกมาเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการเป็นทหารให้หลาย
ๆ ท่านได้มีโอกาสทราบ ส่วนที่ทหารคนอื่น ๆ ไม่ค่อยออกมาเขียนกันนั้นผมมองว่า
งานเขียนหนังสือ ให้พลเรือนอ่านเป็นเรื่องที่ยังคงใหม่อยู่สำหรับทหารอีกหลาย
ๆ คน แต่ในวงการทหารด้วยกันเองก็มี
บทความบทวิเคราะห์ทางทหารสำหรับอ่านกันเป็นประจำอยู่แล้วครับ
เรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักพักก็คงจะมีทหารออกมาเขียนหนังสือให้พลเรือนอ่านกันมากขึ้นครับ
ตอนที่เขียนเรื่องนี้ คิดไหม
ว่าจะให้ใครอ่านหรือเห็นตรงไหนว่าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจะสนใจ
มั่นใจไหมกลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกเลยนั้น
ผมมองไปถึงการจุดประกายความคิดให้กับด็กผู้ชายหลายคนที่อยากเป็นทหาร
และประชาสัมพันธ์ให้สนใจในอาชีพทหารมากขึ้น นอกจากนี้ผมเชื่อว่า
ในเรื่องบางเรื่อง อย่างเช่น เรื่องของการเป็นทหารรบพิเศษ เป็นเรื่องที่เด็ก
ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคน อาจจะเคยเห็นจากภาพยนต์ และอ่านหนังสือมา
แต่ก็ไม่ทราบว่า เรื่องราวจริง ๆ
ก่อนที่จะได้มีโอกาสเป็นทหารรบพิเศษนั้นจะต้องผ่านอะไรบ้าง
นอกจากนี้ผมก็พยายามสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจะให้แง่มุม ให้ความคิด
ในเรื่องของ การเสียสละเพื่อส่วนรวม และความสามัคคีของสมาชิกในสังคม
ไว้อีกด้วยครับส่วนถามว่ามั่นใจหรือเปล่า
ก็ต้องตอบตรง ๆ ว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ผมถือคติว่า
ถ้าเราทำอะไรก็ตามแล้วเราตั้งใจทำ ผลที่ออกมาจะดี ไม่ดี
ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียใจหรือดีใจอะไร
เพราะว่าทำดีที่สุดแล้ว
เรื่องการเขียนหนังสือเล่มนี้ผมก็มีวิธีคิดในทำนองเดียวกันครับ
มีชื่อเรื่องหนึ่งในเล่ม คือ
"สมรภูมิที่เปลี่ยนไป" ตรงนี้เป็นชื่อเล่มด้วย ขยายความได้ไหมคะ
ทำไมเอามาตั้งเป็นชื่อเรื่อง ที่ยกมาเป็นชื่อเรื่องก็เพราะว่าผมเติบโตมาในช่วงรอยต่อของ
generation (ขอนุญาตใช้คำนี้แทนคำภาษาไทย) ครับ
ทุกอย่างในชีวิตที่จะก้าวผ่านนั้นจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ช่วงที่ผมจะเข้าเป็นเรียนในโรงเรียนนายร้อยจปร.
นั้นเรายังมีภัยสงครามทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ แต่ช่วงที่ผมจบออกมานั้น
สภาพสงครามที่ผมเคยรับรู้ก็ค่อย ๆ หายไป และเมื่อเวลาผ่านมาเรื่อย ๆ
ก็ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบต่อทุก ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ วิธีคิด
หรือแม้แต่ สถานภาพของทหารในสังคม
เท่าที่ดูจากงานเขียน
ผ่านช่วงชีวิตการใฝ่ฝันและการฝึกฝนมาเยอะเหมือนกัน
คิดว่าเรียนรู้อะไรบ้างคะจากการ เป็นทหาร คำตอบสั้น ๆ คือ
เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิดครับ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดเลยนั้นก็คือ
เรื่องของความอดทด การตัดสินใจ และการปรับตัวครับ
ทุกวันนี้ผมสามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่มีปัญหาว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน
กินอย่างไร นอนอย่างไร ถ้ามีปัญหาเข้ามา ผมมักจะบอกตัวเองว่า เรื่องแย่ ๆ
เราก็ผ่านมาเยอะแล้วบางครั้งก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ปัญหาที่เรากำลังเผชิญนั้นมันเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกับเรื่องราวต่าง ๆ
ที่เราเคยผ่านมาครับ
เป็นทหารแล้วชีวตเปลี่ยนไปมากไหมคิดว่าตัวเองมองสังคมต่างจากคนทั่วไปไหมคะ ก็มีบ้างครับ
ผมคิดว่าหลายคนที่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสชีวิตการเป็นทหารนั้นจะได้รับการอบรม
สั่งสอนให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ เราถูกสอนให้มองว่า
"การตายในสนามรบคือเกียรติของเรา" เพราะฉะนั้นเวลาเรามองย้อนไปที่สังคม
เราก็จะมองกันว่า ทำอย่างไรให้สังคมจะมีความมั่นคง สังคมจะมีความอยู่รอด
เมื่อยามคับขันเราก็พร้อมที่จะออกไปตายแทนประชาชนคนอื่นที่อยู่แนวหลังได้
ซึ่งตรงนี้เราทำงานปิดทองหลังพระกันมานาน แต่หลาย ๆ คนไม่ทราบ
ไปทราบแต่ทหารมาเฟีย ทหารคุมผับ มากกว่าครับ
บางครั้งก็น่าน้อยใจแทนเพื่อนร่วมอาชีพของผมคนอื่นอยู่เหมือนกันครับ
มีเพื่อนๆที่เป็นทหารด้วยกันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไหม
แล้วเขามองว่าอย่างไรกันบ้างคะ? อืม... ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ
เพราะว่าผมอยู่ต่างประเทศครับ ไม่ทราบว่ามีใครซื้อบ้างยัง
อีกอย่างหนังสือก็เพิ่งออกวางแผงไม่นาน
คิดว่าขอผ่านคำถามนี้ครับ
ทราบมาว่าเคยเขียนลงในเวบไซต์ด้วย
ปกติมีงานที่เขียนออกมาลักษณะไหนบ้างคะ และลงในเวบไซต์ไหน
บ้าง ก็มีบทความลงที่เวบของผมเองครับที่ http://37th.net หรือ
http://thai-military.net เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ทหาร
แนวคิดของการทหารสมัยใหม่ และ มุมมองของผมที่มีต่อสังคม
นอกจากนี้ก็มีตอบกระทู้ทางวิชาการ (คอมพิวเตอร์ และคณิตศาสตร์)ใน พันทิพย์
ห้องหว้ากอ (http://www.pantip.com/cafe/wahkor)
ด้วยครับ
ขอคุยเรื่องชีวิตส่วนตัวนิดหน่อยนะคะ
เวลาว่างทำอะไรบ้างคะ เวลาว่างผมจะชอบอ่านหนังสือ ดูภาพยนต์
เขียนบทความ ตอบกระทู้ทั้งทางวิชาการและการทหาร รวมไปถึงออกกำลังกาย
ด้วยครับ
เป็นทหารนี่ต้องติดตามข่าวสารการเมืองเยอะแค่ไหนคะ
โดยเฉพาะในแง่ของการอ่านและหนังสือข้อมูล คงติดตามในระดับที่ทำให้เราไม่ตกข่าวครับ
ยกเว้นว่าเราจะไปทำหน้าที่ทางด้านการข่าว ก็คงจะต้อง
ติดตามอย่างเกาะติดและเจาะลึกในแต่ละพอสมควรครับ
ทั้งนักเขียนไทยและนักเขียนต่างประเทศ
ชอบอ่านหนังสือของใครเป็นพิเศษบ้างคะ
ถ้าเป็นพิเศษเลยนั้นคิดว่าคงไม่มีครับ
ส่วนใหญ่ผมจะเลือกแนวที่ผมสนใจมากกว่าเลือกนักเขียนครับ
แมกกาซีนนี่ติดตามเล่มไหนบ้างคะ เรื่องแมกกาซีน
ก็ชอบเป็นยุค ๆ ครับ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นสนใจอะไร อย่างเด็ก ๆ ก็จะชอบ
ต่วยตูนพิเศษ สงคราม สมรภูมิ การ์ตูนสงคราม มิติที่ 4 ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์
ทั้งหมดนี้ผมจะซื้อทุกเล่มครับ พอโตขึ้นมาหน่อย ก็มี ต่วยตูนพิเศษ อาวุธปืน
กับ Update พอมาอยู่ต่างประเทศก็รับแต่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับทางวิชาการ
อย่างพวก IEEE และ ACM และ Scientific American
และติดตามหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทางด้านการทหารอย่าง Military
Review และ Parameter ครับ ปัจจุบันก็ติดตามแมกกาซีนแนวประวัติศาสตร์ทหาร
Military History, Strategy and Tactics และ World War II
ทุกวันนี้มีกิจวัตรประจำวันอย่างไรบ้างคะ เล่าให้ฟังได้ไหม
งานในส่วนที่ทำและก็เวลาพัก ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกำลังเตรียมการที่จะเดินทางกลับเมืองไทย
กิจวัตรก็ไม่ค่อยมีอะไรมากครับ มีแค่อ่านหนังสือ กับออกกำลังกาย
เขียนบทความลงเวบและก็ทำวิทยานิพนธ์ครับ
ถ้าเป็นช่วงปีที่แล้วก็จะต่างจากนี้ครับ เพราะต้องทำงาน เรียน
และเตรียมการสอนให้อาจารย์ด้วยครับ
เรียกได้ว่าในหนึ่งอาทิตย์นั้นตารางเวลาเต็มพอดี ครับ
แบ่งเวลาสำหรับการเขียนหนังสือยังไงบ้าง อืม...คงไม่เรียกว่าแบ่งเวลาดีกว่าครับ
แต่ผมจะเขียนบทความ หรือตอบกระทู้ต่าง ๆ ในช่วงพักผ่อน หรือเครียด ๆ
จากการทำงานหลัก น่ะครับ
มองการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปี 2546
ว่าอย่างไรบ้างคะ มองว่าทุกอย่างก็คงต้องดำเนินต่อไปครับ
จะดีขึ้นหรือแย่ลงนั้น
บางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว
ในหนึ่งปีก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วมากมายนักครับ
เราก็คงได้แต่นั่งมองดูกันว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศชาติไปข้างหน้าอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม/จิตวิทยา การทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร
ถ้าเราเริ่มพัฒนาที่ตัวเราเอง ให้มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม
น้อมนำพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวทาง
ผมเชื่อว่าอีก 5 -10 ปีข้างหน้าเราจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นครับ
มีคำจำกัดความสำหรับหนังสือ
"สมรภูมิที่เปลี่ยนไป แนวรบที่เปลี่ยนแปลง" ของตัวเองบ้างไหมคะ
ถ้าจะ แนะนำให้ใครสักคนอ่าน อยากบอกสั้น ๆ ว่า
ชีวิตเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
เปิดใจรับสิ่งใหม่ที่เข้ามา การเรียนรู้และปรับตัว
จะช่วยให้เราเดินต่อไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ อย่างมั่นคง
และไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากเราเลือกที่จะไม่ทำเองครับ
จะมีงานเล่มต่อไปอีกไหมคะ ตอนนี้กำลังทำหนังสือเล่มที่สองอยู่ครับ
เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการเป็นทหารอาชีพ ผมจะพยายามพัฒนาการเขียนให้ดียิ่ง ๆ
ขึ้นไปให้มีความบันเทิง และสอดแทรกแนวคิดต่างไว้ในเนื้อหาครับ
คงเป็นประมาณปีหน้าน่ะครับ ถึงจะออกได้ ตอนนี้ก็เขียนไปได้ 2 บทแล้วครับ
แต่ช่วงนี้จนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ ก็คงไม่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้
ก็จะกลับมาเขียนใหม่หลัง
เดือนพฤษภาคมนี้ครับ
นอกจากเขียนหนังสือและเป็นทหารแล้ว
คิดจะทำอย่างอื่นอีกไหมคะที่ฝันไว้ทำนองนี้
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะสอนหนังสือครับ
คิดว่าเราก็ผ่านเรื่องราวหลายอย่างมาในชีวิต อยากจะมาถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อ ๆ
มาได้รับทราบถึงประสบการณ์
และแนวคิดที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ต่อการดำเนินชีวิตครับ
อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้มีมุมมองที่เพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่งครับ
นอกจากเรื่องทหาร
จะเขียนหนังสือในประเด็นอื่นๆอีกไหมคะ ที่เตรียมเอาไว้ก็มีตำราทางวิชาการ
ครับคิดว่าจะทำแน่ครับ
จะยิ้มและดีใจ และหัวเราะดังๆ
กับเรื่องอะไรบ้างคะ ยิ้มเมื่อเจอเรื่องที่ประทับใจ
ดีใจกับเรื่องที่เราทำแล้วมีคุณค่าต่อตัวเราและคนอื่น ส่วนหัวเราะดัง ๆ
ก็คงเป็นสนทนากับเพื่อน ๆ และดูภาพยนต์แนว comedy ครับ
ฝากถึงคนอ่าน Hearttalk Magazine หน่อยค่ะ
: ) พูดอะไรก็ได้ อยากจะบอกทุกคนว่า
ไม่มีอะไรที่จะมีความสุขเท่ากับการที่เราได้มีโอกาสค้นพบตัวเอง
บางคนนั้นใช้เวลาค่อนชีวิตถึงจะหาเจอ บางคนจนวันสิ้นลมก็ยังหาไม่เจอ
เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้เราคิดว่าเรามีความฝัน ขอให้เดินตามฝันนั้นไป
อย่ายอมแพ้ อย่าท้อถอย สักวันหนึ่ง เราจะพบว่าสิ่งที่เราฝัน
นั้นไม่ได้เป็นความฝันอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นความจริง
ความจริงที่มีคุณมากที่สุด "ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" ครับ
ขอบคุณมากๆค่ะ ขอบคุณเช่นกันครับ
 Copyright by ^ . ^ w a d w a l e e editor@hearttalkmag.com
ICQ :
143356048
|